Bibelen på hverdagsdansk

1. Mosebog 32:1-33

Jakob frygter mødet med Esau

1Tidligt næste morgen kyssede Laban sine døtre og børnebørn farvel, gav dem sin velsignelse og rejste hjem igen. 2Da Jakob fortsatte sin rejse, kom Guds engle ham i møde. 3Da han fik øje på dem, udbrød han: „Gud har selv slået lejr her!” Derfor kaldte han stedet Mahanajim.32,3 Det betyder: „to lejre”.

4-5Jakob sendte nu nogle folk i forvejen med besked til Esau, hans bror, som havde sin lejr i Seirs bjerge i Edom: „Din tjener Jakob hilser dig ærbødigst! Indtil for nylig har jeg boet hos vores onkel Laban. 6Jeg har samlet mig en pæn flok køer, æsler, får, geder og mange slaver, både mænd og kvinder. Jeg har sendt disse folk i forvejen, for at du kan vide, at jeg snart kommer, og jeg håber, at du vil tage godt imod mig.”

7Sendebudene kom tilbage med følgende besked: „Vi tog hen til din bror, og nu er han på vej herhen med 400 mand!” 8Jakob blev grebet af panik, og han besluttede at dele sin husstand og sine husdyr i to lejre, 9for han tænkte: „Hvis Esau angriber den ene gruppe, kan den anden vel reddes.”

10Derefter bad han følgende bøn: „Åh, min farfar Abrahams og min far Isaks Gud. Åh Herre, du sagde jo, at jeg skulle vende tilbage til mit land og min slægt, og du lovede at være med mig og hjælpe mig! 11Jeg er overhovedet ikke værdig til den trofasthed og uendelige godhed, du gang på gang har vist mig. Da jeg i sin tid gik hjemmefra og satte over Jordanfloden, ejede jeg ikke stort andet end min rejsestav, men nu ejer jeg de her to store lejre. 12Åh, Herre, red mig fra Esau. Jeg er bange for, at han kommer og slår mig ihjel tillige med mine koner og børn. 13Men du har jo lovet at være med mig og gøre mine efterkommere talrige som sandet på stranden, der umuligt kan tælles!”

14Jakob blev på det sted om natten, og han udvalgte følgende dyr som en gave til Esau: 15200 geder, 20 bukke, 200 får, 20 væddere, 1630 hunkameler med føl, 40 køer, 10 tyre, 20 hunæsler og 10 hanæsler. 17Så gav han sine slaver besked på at gå i forvejen med dyrene og sørge for en vis afstand mellem hver enkelt gruppe af dyr. 18Til den mand, som førte den første gruppe, sagde han: „Når I møder Esau, og han spørger: ‚Hvor skal I hen? Hvem er jeres herre? Hvis er dyrene?’ 19skal I svare: ‚De tilhører din tjener Jakob og er en gave til hans herre, Esau. Han kommer selv bagefter.’ ” 20Dernæst sagde Jakob til de andre mænd, der skulle drive hver deres gruppe af dyr til Esau: „I skal alle sige det samme til Esau, når I ser ham. 21Og husk at sige: ‚Din tjener Jakob kommer lige bagved!’ ” Hans plan var at formilde Esau, før han mødte ham ansigt til ansigt. „Måske han så tager venligt imod mig,” tænkte han. 22Så blev gaverne sendt i forvejen, mens Jakob blev tilbage og gik til ro i lejren.

Jakob kæmper med Herren

23-24Senere på natten stod Jakob op og førte sine to koner, deres slavepiger og sine 11 sønner over floden Jabbok. Derefter bragte han også alle sine ejendele i sikkerhed på den anden side af floden. 25Men selv blev han alene tilbage. En mand kom hen til ham, og de begyndte en brydekamp, der varede indtil daggry. 26Da manden indså, at han ikke kunne få overtaget over Jakob, gav han ham et slag på hoften, så den gik af led. 27Så sagde han: „Lad mig gå, for det begynder at blive lyst!”

Men Jakob gispede: „Jeg slipper dig ikke, med mindre du velsigner mig!”

28„Hvad er dit navn?” spurgte manden.

„Jakob,” svarede han.

29„Du skal ikke længere hedde Jakob—men Israel,32,29 Det betyder sandsynligvis: „han udfordrer Gud”. ” sagde manden. „For du har udfordret både Gud og mennesker, og du har vist din styrke.”

30„Hvad er dit navn?” spurgte Jakob ham.

„Hvorfor spørger du?” svarede manden. Så velsignede han ham der.

31Jakob kaldte stedet Peniel,32,31 Det betyder: „Guds ansigt”. for han sagde: „Jeg har set Gud ansigt til ansigt—uden at miste livet!” 32Solen stod op, idet Jakob forlod Peniel, og han haltede på grund af slaget på hoften. 33Derfor undlader Israels folk den dag i dag at spise musklen ved hofteskålen. Det var nemlig der, Jakob blev ramt.

Thai New Contemporary Bible

ปฐมกาล 32:1-32

ยาโคบเตรียมพบเอซาว

1ส่วนยาโคบก็ออกเดินทางต่อไปตามทางของตนด้วย แล้วเหล่าทูตของพระเจ้าก็มาพบเขา 2เมื่อยาโคบเห็นทูตเหล่านั้นจึงกล่าวว่า “นี่คือค่ายของพระเจ้า!” ดังนั้นเขาจึงเรียกสถานที่นั้นว่ามาหะนาอิม32:2 แปลว่าสองค่าย

3ยาโคบส่งคนกลุ่มหนึ่งล่วงหน้าไปหาเอซาวพี่ชายของเขาที่เสอีร์ในดินแดนเอโดม 4เขากำชับคนเหล่านั้นว่า “พวกท่านจงพูดกับเอซาวนายของข้าพเจ้าว่า ‘ยาโคบผู้รับใช้ของท่านกล่าวดังนี้ ข้าพเจ้าได้ไปหาลาบันและอยู่ที่นั่นจนถึงบัดนี้ 5ข้าพเจ้ามีวัว ลา แกะ แพะ และคนรับใช้ชายหญิง บัดนี้ข้าพเจ้าส่งข่าวมายังนายของข้าพเจ้าเพื่อท่านจะกรุณาข้าพเจ้า’ ”

6เมื่อคนเหล่านั้นกลับมาหายาโคบ พวกเขากล่าวว่า “เราได้ไปหาเอซาวพี่ชายของท่าน บัดนี้เขากำลังมาหาท่านพร้อมกับชายสี่ร้อยคน”

7ยาโคบหวาดวิตกยิ่งนัก เขาจึงแบ่งคนที่อยู่กับเขาออกเป็นสองกลุ่ม32:7 หรือค่ายเช่นเดียวกับข้อ 8 รวมทั้งฝูงแพะแกะ ฝูงวัว และอูฐด้วย 8เขาคิดว่า “ถ้าเอซาวเข้ามาโจมตีกลุ่มหนึ่ง กลุ่มที่เหลือจะได้หนีไป”

9แล้วยาโคบอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้าของอับราฮัมและพระเจ้าของอิสอัคบิดาของข้าพระองค์ ข้าแต่พระยาห์เวห์องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ได้ตรัสกับข้าพระองค์ว่า ‘จงกลับไปยังประเทศของเจ้าและญาติพี่น้องของเจ้า และเราจะทำให้เจ้าเจริญรุ่งเรือง’ 10ข้าพระองค์ไม่คู่ควรเลยกับความกรุณาและความซื่อสัตย์ซึ่งทรงสำแดงแก่ผู้รับใช้ของพระองค์ เมื่อข้าพระองค์ข้ามแม่น้ำจอร์แดนนี้ไป ข้าพระองค์มีเพียงไม้เท้าอันเดียวเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้ข้าพระองค์มั่งคั่งจนแบ่งทรัพย์สินผู้คนได้เป็นสองค่าย 11โปรดช่วยข้าพระองค์ด้วย ข้าพระองค์อธิษฐานขอให้ข้าพระองค์รอดพ้นจากเงื้อมมือของเอซาวพี่ชายของข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์กลัวว่าเขาจะมาโจมตีข้าพระองค์และลูกๆ รวมทั้งบรรดาแม่ของเด็กเหล่านั้น 12แต่พระองค์ได้ตรัสว่า ‘เราจะทำให้เจ้าเจริญรุ่งเรืองอย่างแน่นอน และจะทำให้ลูกหลานของเจ้ามากมายเหมือนเม็ดทรายที่ชายทะเลซึ่งไม่อาจนับได้’ ”

13เขาพักแรมที่นั่นและเลือกของกำนัลให้เอซาวพี่ชายของเขาจากสิ่งที่เขามีอยู่คือ 14แพะตัวเมียสองร้อยตัว แพะตัวผู้ยี่สิบตัว แกะตัวเมียสองร้อยตัว แกะตัวผู้ยี่สิบตัว 15แม่อูฐสามสิบตัวกับลูกของมัน วัวตัวเมียสี่สิบตัว วัวตัวผู้สิบตัว ลาตัวเมียยี่สิบตัว ลาตัวผู้สิบตัว 16เขามอบสัตว์เหล่านี้ให้บรรดาคนรับใช้ดูแลโดยแยกแต่ละฝูงออกจากกัน และกล่าวกับคนรับใช้ว่า “จงล่วงหน้าเราไปและรักษาระยะห่างระหว่างฝูงสัตว์ไว้”

17เขาสั่งคนที่นำฝูงสัตว์ไปเป็นกลุ่มแรกสุดว่า “เมื่อเอซาวพี่ชายของเรามาพบเจ้าและถามว่า ‘พวกเจ้าเป็นคนของใคร กำลังจะไปที่ไหน และใครเป็นเจ้าของสัตว์ทั้งหมดที่อยู่ข้างหน้าเจ้า?’ 18ก็ให้เจ้าตอบว่า ‘สัตว์เหล่านี้เป็นของยาโคบผู้รับใช้ของท่าน ส่งมาเป็นของกำนัลแก่เอซาวนายของข้าพเจ้า และยาโคบกำลังตามมาข้างหลัง’ ”

19ยาโคบสั่งคนต้อนฝูงสัตว์คนที่สอง ที่สาม และคนอื่นๆ ทุกกลุ่มว่า “พวกเจ้าต้องพูดอย่างเดียวกันนี้กับเอซาวเมื่อพบเขา 20และพวกเจ้าอย่าลืมพูดว่า ‘ยาโคบผู้รับใช้ของท่านกำลังตามมาข้างหลังเรา’ ” เพราะยาโคบคิดว่า “เราจะทำให้เขาหายโกรธด้วยของกำนัลเหล่านี้ที่ส่งไปล่วงหน้า ภายหลังเมื่อเราพบหน้าเขา บางทีเขาอาจจะยอมรับเรา” 21ดังนั้นยาโคบจึงส่งของกำนัลไปล่วงหน้า ส่วนตัวเขาเองค้างแรมอยู่ในค่าย

ยาโคบปล้ำสู้กับพระเจ้า

22คืนนั้นยาโคบลุกขึ้นพาภรรยาทั้งสอง เมียทาสทั้งสอง และลูกชายสิบเอ็ดคน ข้ามลำน้ำยับบอกตรงบริเวณสันดอน 23หลังจากส่งพวกเขาข้ามลำน้ำไปแล้ว ก็ส่งทรัพย์สมบัติทั้งหมดข้ามตามไป 24ดังนั้นจึงเหลือยาโคบอยู่แต่ลำพัง และมีบุรุษผู้หนึ่งมาปล้ำสู้กับเขาจนรุ่งสาง 25เมื่อบุรุษนั้นเห็นว่าไม่สามารถเอาชนะเขาได้ จึงแตะ32:25 หรือทุบที่เบ้าข้อต่อสะโพกของยาโคบขณะที่ปล้ำสู้กัน ทำให้สะโพกเคล็ด 26แล้วบุรุษนั้นก็พูดว่า “ปล่อยเราไปเถิด ฟ้าสางแล้ว”

แต่ยาโคบตอบว่า “ข้าพเจ้าจะไม่ปล่อยจนกว่าท่านจะอวยพรข้าพเจ้า”

27บุรุษนั้นถามเขาว่า “เจ้าชื่ออะไร?”

เขาตอบว่า “ยาโคบ”

28แล้วบุรุษนั้นจึงกล่าวว่า “เจ้าจะไม่ชื่อว่ายาโคบอีก แต่จะชื่อว่าอิสราเอล32:28 แปลว่าเขาปล้ำสู้กับพระเจ้า เพราะเจ้าสู้กับพระเจ้าและสู้กับมนุษย์แล้วเจ้าก็ชนะ”

29ยาโคบพูดว่า “โปรดบอกชื่อของท่านให้ข้าพเจ้าทราบ”

แต่บุรุษนั้นตอบว่า “เจ้าถามชื่อเราทำไม? เจ้าไม่รู้หรือว่าเราคือใคร?” แล้วอวยพรเขาที่นั่น

30ดังนั้นยาโคบจึงเรียกที่แห่งนั้นว่าเปนีเอล32:30 แปลว่าพระพักตร์พระเจ้า โดยกล่าวว่า “เราได้เห็นพระเจ้าต่อหน้าต่อตา กระนั้นพระองค์ยังทรงไว้ชีวิตเรา”

31ขณะที่ยาโคบเดินทางผ่านเปนีเอล32:31 ภาษาฮีบรูว่าเปนูเอลเป็นอีกรูปหนึ่งของเปนีเอล ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว เขาเดินโขยกเขยกเพราะยังเจ็บสะโพกอยู่ 32ฉะนั้นชาวอิสราเอลจึงไม่กินเอ็นที่ติดกับเบ้าข้อต่อสะโพกจนกระทั่งทุกวันนี้ เพราะพระเจ้าได้ทรงแตะต้องเบ้าข้อต่อสะโพกบริเวณใกล้เส้นเอ็นของยาโคบ