1พงศ์กษัตริย์ 8 – TNCV & BDS

Thai New Contemporary Bible

1พงศ์กษัตริย์ 8:1-66

อัญเชิญหีบพันธสัญญาเข้าสู่พระวิหาร

(2พศด.5:2—6:11)

1จากนั้นกษัตริย์โซโลมอนทรงเรียกบรรดาผู้อาวุโสของอิสราเอล หัวหน้าเผ่าต่างๆ และหัวหน้าครอบครัวทั้งหมดของชนอิสราเอลมาเข้าเฝ้าที่กรุงเยรูซาเล็ม เพื่ออัญเชิญหีบพันธสัญญาขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาจากศิโยนเมืองดาวิด 2ผู้ชายอิสราเอลทุกคนก็พากันมาเข้าเฝ้าโซโลมอนในช่วงเทศกาลของเดือนเอธานิมซึ่งเป็นเดือนที่เจ็ด

3เมื่อผู้อาวุโสทั้งปวงของอิสราเอลมาถึงแล้ว ปุโรหิตก็ยกหีบพันธสัญญาขึ้น 4และหามหีบพันธสัญญาขององค์พระผู้เป็นเจ้าไป ส่วนเต็นท์นัดพบกับเครื่องใช้บริสุทธิ์ทั้งปวงในนั้น ปุโรหิตและชนเลวีช่วยกันนำไปยังพระวิหาร 5กษัตริย์โซโลมอนและชุมนุมประชากรอิสราเอลทั้งปวงที่มาชุมนุมกันหน้าหีบพันธสัญญาได้ถวายแกะและวัวเป็นเครื่องบูชาจำนวนมากจนนับไม่ถ้วน

6จากนั้นปุโรหิตอัญเชิญหีบพันธสัญญาขององค์พระผู้เป็นเจ้าเข้าสู่สถานนมัสการชั้นในของพระวิหารคืออภิสุทธิสถาน และตั้งไว้ใต้ปีกของเครูบ 7เครูบทั้งสองกางปีกเหนือที่ตั้งหีบพันธสัญญาและปกเหนือหีบกับคานหาม 8คานหามนี้ยาวมากจนมองเห็นปลายได้จากด้านในของวิสุทธิสถานซึ่งอยู่หน้าสถานนมัสการชั้นใน แต่มองไม่เห็นจากด้านนอกของวิสุทธิสถาน และคานนั้นก็ยังคงอยู่ที่นั่นจนถึงทุกวันนี้ 9ในหีบนั้นไม่มีสิ่งใดนอกจากศิลาสองแผ่นซึ่งโมเสสได้ใส่ไว้เมื่ออยู่ที่ภูเขาโฮเรบ ที่ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกระทำพันธสัญญากับชนอิสราเอลหลังจากพวกเขาออกมาจากอียิปต์

10เมื่อปุโรหิตออกมาจากวิสุทธิสถาน ก็มีเมฆมาปกคลุมทั่วพระวิหารขององค์พระผู้เป็นเจ้า 11บรรดาปุโรหิตไม่อาจปฏิบัติหน้าที่เพราะเมฆนั้น เนื่องจากพระเกียรติสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้าปกคลุมอยู่ทั่วทั้งพระวิหารของพระองค์

12แล้วโซโลมอนตรัสว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสไว้ว่าพระองค์จะประทับในเมฆทึบ 13ข้าพระองค์ได้สร้างพระวิหารอันสง่างามถวาย เพื่อพระองค์จะประทับอยู่นิรันดร์”

14กษัตริย์ทรงหันกลับมาตรัสอวยพรแก่ประชากรอิสราเอลทั้งปวงซึ่งชุมนุมอยู่ที่นั่น 15แล้วตรัสว่า

“สรรเสริญพระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล ผู้ทรงกระทำตามพระสัญญาที่ได้ตรัสไว้กับดาวิดราชบิดาของข้าพเจ้าด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง เพราะพระองค์ได้ตรัสว่า 16‘นับแต่วันที่เรานำอิสราเอลประชากรของเราออกมาจากอียิปต์ เราไม่ได้เลือกเมืองของเผ่าใดเผ่าหนึ่งของอิสราเอล เพื่อสร้างวิหารขึ้นสถาปนานามของเรา แต่เราได้เลือกดาวิดให้ปกครองอิสราเอลประชากรของเรา’

17“ดาวิดราชบิดาของข้าพเจ้าตั้งพระทัยจะสร้างพระวิหารถวายแด่พระนามพระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล 18แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับดาวิดราชบิดาว่า ‘ที่เจ้ามีใจจะสร้างวิหารเพื่อนามของเรานั้นก็ดีอยู่ 19ถึงกระนั้นเจ้าจะไม่ได้เป็นผู้สร้างวิหาร แต่บุตรชายผู้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเจ้าจะเป็นผู้สร้างวิหารเพื่อนามของเรา’

20องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกระทำตามพระสัญญา คือให้ข้าพเจ้าได้ครองราชบัลลังก์แห่งอิสราเอลสืบต่อจากดาวิดราชบิดาตามที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงสัญญาไว้ และข้าพเจ้าได้สร้างพระวิหารนี้เพื่อพระนามของพระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล 21ข้าพเจ้าได้จัดเตรียมที่แห่งหนึ่งในพระวิหารสำหรับหีบพันธสัญญา ซึ่งภายในบรรจุพันธสัญญาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงให้ไว้กับบรรพบุรุษของเรา เมื่อทรงนำพวกเขาออกมาจากอียิปต์”

โซโลมอนอธิษฐานถวายพระวิหาร

(2พศด.6:12-40)

22จากนั้นโซโลมอนประทับยืนอยู่หน้าแท่นบูชาขององค์พระผู้เป็นเจ้า ต่อหน้าชุมนุมประชากรอิสราเอลทั้งหมด และทรงชูพระหัตถ์ขึ้นฟ้าสวรรค์ 23และตรัสว่า

“ข้าแต่พระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล ทั่วฟ้าสวรรค์เบื้องบนและแผ่นดินโลกเบื้องล่างไม่มีพระอื่นใดเสมอเหมือน พระองค์ผู้ทรงรักษาพันธสัญญาแห่งความรักต่อเหล่าผู้รับใช้ของพระองค์ซึ่งยังคงดำเนินในทางของพระองค์อย่างสุดใจ 24พระองค์ทรงรักษาคำมั่นสัญญาต่อดาวิดผู้รับใช้ของพระองค์ผู้เป็นราชบิดาของข้าพระองค์ พระองค์ทรงสัญญาด้วยพระโอษฐ์และทรงกระทำให้สำเร็จด้วยพระหัตถ์ดังเช่นทุกวันนี้

25“และบัดนี้ข้าแต่พระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล ขอทรงรักษาคำมั่นสัญญาที่ทรงมีต่อดาวิดผู้รับใช้ของพระองค์ ผู้เป็นราชบิดาของข้าพระองค์ที่ว่า ‘หากวงศ์วานของเจ้าใส่ใจที่จะทำทุกอย่างและดำเนินอยู่ต่อหน้าเราเหมือนอย่างที่เจ้าได้ทำ เจ้าก็จะไม่ขาดคนที่จะขึ้นครองบัลลังก์แห่งอิสราเอลต่อหน้าเรา’ 26ข้าแต่พระเจ้าแห่งอิสราเอล บัดนี้ขอทรงโปรดให้เป็นไปตามคำมั่นสัญญาที่ทรงให้ไว้แก่ดาวิดผู้รับใช้ของพระองค์ ผู้เป็นราชบิดาของข้าพระองค์ด้วยเถิด

27“แต่พระเจ้าจะประทับในโลกนี้จริงๆ หรือ? ในเมื่อฟ้าสวรรค์สูงสุดยังไม่อาจรับพระองค์ไว้ได้ พระวิหารแห่งนี้ซึ่งข้าพระองค์สร้างขึ้นจะยิ่งเล็กน้อยกว่านั้นสักเท่าใด! 28ถึงกระนั้นข้าแต่พระยาห์เวห์พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอทรงสดับฟังคำอธิษฐานและตอบคำวิงวอนขอพระเมตตา ซึ่งผู้รับใช้กำลังกราบทูลอยู่ต่อหน้าพระองค์ในวันนี้ 29ขอพระองค์ทอดพระเนตรพระวิหารแห่งนี้ทั้งกลางวันและกลางคืน พระวิหารซึ่งพระองค์ตรัสว่า ‘นามของเราจะอยู่ที่นั่น’ เพื่อจะได้ทรงกรุณาสดับฟังเมื่อผู้รับใช้ของพระองค์อธิษฐานตรงต่อที่แห่งนี้ 30เมื่อผู้รับใช้และประชากรอิสราเอลของพระองค์อธิษฐานวิงวอนตรงต่อที่แห่งนี้ ขอทรงสดับฟังจากฟ้าสวรรค์อันเป็นที่ประทับของพระองค์ และเมื่อทรงสดับแล้ว ขอทรงโปรดยกโทษ

31“เมื่อผู้ใดทำผิดต่อเพื่อนบ้านและต้องสาบาน และเขามาสาบานหน้าแท่นบูชาในพระวิหารนี้ 32ขอทรงสดับฟังจากฟ้าสวรรค์และวินิจฉัย ขอทรงตัดสินความระหว่างผู้รับใช้ทั้งหลายของพระองค์ ขอทรงลงโทษคนผิดและให้สิ่งที่เขาทำตกแก่ตัวเขาเอง ส่วนผู้บริสุทธิ์ขอทรงประกาศว่าเขาไม่ผิด เป็นอันพิสูจน์ว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์

33“เมื่ออิสราเอลประชากรของพระองค์ทำบาปต่อพระองค์และถูกศัตรูพิชิต หากเขาหันกลับมาหาพระองค์ ร้องทูลออกพระนามของพระองค์ อธิษฐานและทูลวิงวอนต่อพระองค์ในวิหารแห่งนี้ 34ขอทรงสดับฟังจากฟ้าสวรรค์และอภัยบาปของเหล่าประชากรอิสราเอลของพระองค์ และนำเขากลับมายังดินแดนซึ่งพระองค์ประทานแก่บรรพบุรุษของเขา

35“เมื่อท้องฟ้าถูกปิดและไม่มีฝนเพราะประชากรของพระองค์ได้ทำบาปต่อพระองค์ เมื่อเขาอธิษฐานตรงต่อที่แห่งนี้ ร้องทูลออกพระนามของพระองค์ และหันจากบาปของตนเพราะพระองค์ได้ทรงลงโทษเขาแล้ว 36ขอทรงสดับฟังจากฟ้าสวรรค์และอภัยบาปของประชากรอิสราเอลผู้รับใช้ของพระองค์ ขอทรงสอนหนทางดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง และประทานฝนแก่ดินแดนซึ่งทรงยกให้เป็นมรดกของเหล่าประชากร

37“หากเกิดการกันดารอาหาร หรือโรคระบาดในดินแดน หรือโรคพืช หรือโรคราน้ำค้าง หรือตั๊กแตนบุกมาทำลาย หรือเหล่าศัตรูมาล้อมเมือง ไม่ว่าจะเป็นโรคหรือภัยพิบัติใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้น 38เมื่อมีคำอธิษฐานหรือคำทูลวิงวอนจากผู้ใดผู้หนึ่งในหมู่ประชากรอิสราเอลของพระองค์ ซึ่งแต่ละคนย่อมรู้ถึงความทุกข์ใจของตนดี และชูมือขึ้นตรงต่อพระวิหารแห่งนี้ 39ขอทรงสดับฟังจากฟ้าสวรรค์ที่ประทับของพระองค์ ขอทรงอภัยโทษและทรงจัดการกับแต่ละคนตามการกระทำของเขา เนื่องจากพระองค์ทรงรู้จักจิตใจของเขา (เพราะพระองค์เท่านั้นทรงทราบจิตใจของมนุษย์ทั้งปวง) 40เพื่อเขาจะยำเกรงพระองค์ตลอดเวลาที่เขาอาศัยอยู่ในแผ่นดินซึ่งพระองค์ประทานแก่บรรพบุรุษของเรา

41“ส่วนคนต่างชาติซึ่งไม่ใช่อิสราเอลประชากรของพระองค์ แต่ได้มาจากแดนไกลเนื่องด้วยพระนามของพระองค์ 42เพราะผู้คนจะได้ยินถึงพระนามอันยิ่งใหญ่ พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ และพระกรที่เหยียดออกของพระองค์ เมื่อเขามาอธิษฐานตรงต่อพระวิหารนี้ 43ขอทรงสดับฟังจากฟ้าสวรรค์ที่ประทับของพระองค์และขอทรงตอบคำอธิษฐานที่คนต่างชาติผู้นั้นได้ทูลขอพระองค์ เพื่อมวลประชาชาติในโลกจะรู้จักพระนามของพระองค์ และยำเกรงพระองค์เช่นเดียวกับอิสราเอลประชากรของพระองค์เอง และรู้ว่าข้าพระองค์ได้สร้างพระนิเวศแห่งนี้เพื่อพระนามของพระองค์

44“เมื่อพระองค์ทรงใช้ประชากรของพระองค์ออกไปรบกับศัตรูไม่ว่าที่ใด และเขาอธิษฐานต่อองค์พระผู้เป็นเจ้ามุ่งตรงมายังนครนี้ที่ทรงเลือกสรรไว้ และยังพระวิหารแห่งนี้ซึ่งข้าพระองค์สร้างขึ้นเพื่อพระนามของพระองค์ 45ขอทรงสดับฟังคำอธิษฐานและคำทูลวิงวอนของเขาจากฟ้าสวรรค์และขอทรงช่วยเหลือเขา

46“เมื่อพวกเขาทำบาปต่อพระองค์ (เพราะมีใครบ้างที่ไม่ทำบาปเลย) แล้วพระองค์ทรงพระพิโรธเขาและยอมให้ศัตรูพิชิตเขา นำเขาไปเป็นเชลยในต่างแดน ไม่ว่าใกล้หรือไกล 47และถ้าเขากลับใจได้ในแดนเชลย สำนึกผิด ทูลวิงวอนต่อพระองค์ในดินแดนนั้นและทูลว่า ‘ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทำบาป ข้าพระองค์ทั้งหลายผิดไปแล้ว และข้าพระองค์ทั้งหลายได้ประพฤติชั่ว’ 48และหากเขาหันกลับมาหาพระองค์ด้วยสุดจิตสุดใจในแดนเชลย และอธิษฐานตรงมายังดินแดนแห่งนี้ซึ่งพระองค์ประทานแก่บรรพบุรุษ ตรงมายังนครซึ่งพระองค์ทรงเลือกสรรและยังพระวิหารแห่งนี้ซึ่งข้าพระองค์ได้สร้างขึ้นเพื่อพระนามของพระองค์ 49ก็ขอทรงสดับฟังคำอธิษฐานและคำวิงวอนของเขาจากฟ้าสวรรค์อันเป็นที่ประทับของพระองค์และขอทรงช่วยเหลือเขา 50แล้วขอทรงอภัยโทษแก่ประชากรผู้ได้ทำบาปต่อพระองค์และยกโทษการล่วงละเมิดของพวกเขา ขอทรงกระทำให้ผู้ที่มีชัยเหนือเขานั้นเมตตาเขา 51เพราะเขาเป็นประชากรของพระองค์และเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงนำเขาออกมาจากอียิปต์ออกจากเตาหลอมเหล็ก

52“ขอให้พระเนตรของพระองค์เปิดอยู่ และพระกรรณของพระองค์สดับฟังคำทูลวิงวอนของผู้รับใช้ของพระองค์ และอิสราเอลประชากรของพระองค์ ขอทรงสดับฟังทุกเมื่อที่เขาร้องทูลต่อพระองค์ 53เพราะพระองค์ทรงแยกเขาออกมาจากประชาชาติทั้งปวงในโลก เพื่อเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ ข้าแต่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิต ตามที่ทรงประกาศไว้ผ่านทางโมเสสผู้รับใช้ของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงนำบรรพบุรุษของข้าพระองค์ทั้งหลายออกมาจากอียิปต์”

54เมื่อโซโลมอนทรงอธิษฐานทูลวิงวอนต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าดังนี้แล้ว ก็ทรงลุกขึ้นจากหน้าแท่นบูชาขององค์พระผู้เป็นเจ้า ที่ทรงคุกเข่าและชูพระหัตถ์ขึ้นสู่ฟ้าสวรรค์ 55พระองค์ประทับยืนและอวยพรประชากรอิสราเอลทั้งปวงด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า

56“สรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ประทานการหยุดพักแก่อิสราเอลประชากรของพระองค์ตามที่ทรงสัญญาไว้ คำมั่นสัญญาล้ำเลิศซึ่งประทานผ่านทางโมเสสผู้รับใช้ของพระองค์นั้น ไม่มีสักคำเดียวที่ล้มเหลวไป 57ขอให้พระยาห์เวห์พระเจ้าของเราสถิตกับเราเหมือนที่สถิตกับเหล่าบรรพบุรุษของเรา ขออย่าได้ทรงทอดทิ้งหรือละจากเราเลย 58ขอทรงหันใจของเรามาหาพระองค์ให้ดำเนินในทางทั้งปวงของพระองค์ และปฏิบัติตามคำบัญชา กฎหมาย และกฎระเบียบที่ทรงให้ไว้แก่เหล่าบรรพบุรุษของเรา 59และขอให้คำอธิษฐานที่ข้าพเจ้าได้กล่าวต่อหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้านี้อยู่ใกล้พระยาห์เวห์พระเจ้าของเราเสมอไปทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อพระองค์จะทรงช่วยเหลือผู้รับใช้ของพระองค์และอิสราเอลประชากรของพระองค์ตามความจำเป็นในแต่ละวันของเรา 60เพื่อชนชาติทั้งหลายทั่วโลกจะได้ทราบว่าพระยาห์เวห์ทรงเป็นพระเจ้าและไม่มีพระเจ้าอื่นใดเลย 61แต่จิตใจของท่านจะต้องยอมจำนนอย่างสิ้นเชิงต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของเรา ที่จะดำเนินชีวิตตามกฎหมายและเชื่อฟังพระบัญชาของพระองค์ดังเช่นขณะนี้”

การถวายพระวิหาร

(2พศด.7:1-10)

62จากนั้นกษัตริย์และอิสราเอลทั้งปวงที่อยู่กับพระองค์ถวายเครื่องบูชาต่อหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้า 63โซโลมอนทรงถวายเครื่องสันติบูชาแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า คือวัวผู้ 22,000 ตัว แกะและแพะ 120,000 ตัว เป็นอันว่ากษัตริย์และปวงชนอิสราเอลได้ถวายพระวิหารขององค์พระผู้เป็นเจ้า

64ในวันนั้นกษัตริย์ทรงประกอบพิธีชำระส่วนกลางของลานหน้าพระวิหารขององค์พระผู้เป็นเจ้าและถวายเครื่องเผาบูชา ธัญบูชา และไขมันของเครื่องสันติบูชาที่นั่น เพราะแท่นทองสัมฤทธิ์ต่อหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นเล็กเกินไปสำหรับเครื่องเผาบูชา ธัญบูชา และไขมันของเครื่องสันติบูชา

65โซโลมอนทรงร่วมพิธีฉลองกับประชากรอิสราเอลทั้งหมดที่นั่น ซึ่งเป็นการชุมนุมประชากรครั้งใหญ่ ผู้คนจากเลโบฮามัท8:65 หรือจากทางเข้าสู่ฮามัทจดลำน้ำแห่งอียิปต์พากันมาเฉลิมฉลองต่อหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของเราตลอดเจ็ดวัน แล้วฉลองต่ออีกเจ็ดวัน รวมเป็นสิบสี่วัน 66ในวันรุ่งขึ้น โซโลมอนทรงอำลาเหล่าประชากร พวกเขากล่าวถวายพระพร แล้วกลับบ้านด้วยจิตใจเบิกบานยินดีในสิ่งดีงามทั้งปวง ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงกระทำเพื่อดาวิดผู้รับใช้ของพระองค์และอิสราเอลประชากรของพระองค์

La Bible du Semeur

1 Rois 8:1-66

L’inauguration du Temple

L’Eternel vient habiter dans le Temple

(2 Ch 5.2 à 6.11)

1Alors Salomon rassembla auprès de lui à Jérusalem tous les responsables d’Israël, tous les chefs des tribus et les chefs de familles des Israélites pour faire transporter le coffre de l’alliance de l’Eternel depuis la Cité de David8.1 Voir 2 S 6.12-16 ; 1 Ch 15.25-29., qui est Sion. 2Tous les hommes d’Israël s’assemblèrent auprès du roi Salomon, au mois d’Etanim, qui est le septième mois8.2 Septembre-octobre., pendant la fête des Cabanes8.2 Voir Lv 23.33-43..

3Tous les responsables d’Israël vinrent, et les prêtres se chargèrent de porter le coffre sacré. 4Les prêtres et les lévites transportèrent le coffre de l’Eternel ainsi que la tente de la Rencontre et tous les ustensiles sacrés qu’elle contenait. 5Le roi Salomon et toute la communauté d’Israël rassemblée auprès de lui, devant le coffre, offrirent en sacrifice un très grand nombre de petit et de gros bétail qu’on ne pouvait évaluer.

6Les prêtres installèrent le coffre de l’alliance de l’Eternel à la place qui lui était destinée dans la salle du fond du Temple, c’est-à-dire dans le lieu très saint, sous les ailes des chérubins. 7Car les chérubins avaient leurs ailes déployées au-dessus de l’emplacement du coffre, de sorte qu’ils formaient un dais protecteur au-dessus du coffre et de ses barres. 8On avait donné à ces barres une longueur telle que leurs extrémités se voyaient depuis le lieu saint qui précédait le sanctuaire intérieur, mais elles ne se voyaient pas de l’extérieur. Elles sont restées là jusqu’à ce jour. 9Dans le coffre, il y avait seulement les deux tablettes de pierre que Moïse y avait déposées à Horeb8.9 Voir Ex 25.16 ; 40.20 ; Dt 10.5., lorsque l’Eternel conclut une alliance avec les Israélites à leur sortie d’Egypte.

10Au moment où les prêtres sortirent du lieu saint, la nuée lumineuse remplit le temple de l’Eternel. 11Les prêtres ne purent pas y rester pour accomplir le service, à cause de la nuée, car la gloire de l’Eternel remplissait son temple8.11 Voir Ex 40.34-35..

12Alors Salomon dit : L’Eternel a déclaré qu’il demeurerait dans un lieu obscur. 13J’ai enfin bâti pour toi une résidence, un lieu où tu habiteras éternellement !

Salomon loue l’Eternel

14Puis le roi se retourna et bénit toute l’assemblée d’Israël qui se tenait debout.

15Il dit : Béni soit l’Eternel, le Dieu d’Israël qui a, de sa propre bouche, parlé à mon père David et qui a agi pour accomplir la promesse qu’il lui avait faite. Il lui avait dit : 16« Depuis le jour où j’ai fait sortir mon peuple Israël d’Egypte, je n’ai jamais choisi une ville particulière parmi toutes les tribus d’Israël pour qu’on y bâtisse un temple où je sois présent, mais j’ai choisi David pour gouverner mon peuple Israël8.16 Voir 2 S 7.4-11 ; 1 Ch 17.3-10.. » 17Mon père David avait à cœur de bâtir un temple en l’honneur de l’Eternel, le Dieu d’Israël. 18Mais l’Eternel lui a déclaré : « Ton projet de bâtir un temple en mon honneur est une excellente chose : tu as bien fait de prendre cela à cœur. 19Toutefois, ce n’est pas toi qui bâtiras ce temple, c’est ton propre fils qui le bâtira pour moi8.19 Voir 2 S 7.1-3 ; 1 Ch 17.1-2.. » 20L’Eternel a tenu sa promesse : j’ai succédé à mon père David et j’occupe le trône d’Israël comme l’Eternel l’avait annoncé, et j’ai construit ce temple en l’honneur de l’Eternel, le Dieu d’Israël. 21J’y ai réservé un emplacement pour le coffre qui contient le code de l’alliance de l’Eternel, cette alliance qu’il a conclue avec nos ancêtres quand il les a fait sortir d’Egypte.

Prière d’intercession de Salomon

(2 Ch 6.12-40)

22Puis Salomon se plaça devant l’autel de l’Eternel, en faisant face à toute l’assemblée d’Israël. Il leva les mains vers le ciel 23et pria : Eternel, Dieu d’Israël ! Il n’y a pas de Dieu semblable à toi, ni là-haut dans le ciel, ni ici-bas sur la terre ! Tu es fidèle à ton alliance et tu conserves ta bonté à tes serviteurs qui se conduisent selon ta volonté de tout leur cœur. 24Ainsi tu as tenu la promesse que tu avais faite à ton serviteur David, mon père, oui, tu as agi pour que soit accompli aujourd’hui ce que tu lui avais déclaré de ta propre bouche. 25A présent, Eternel, Dieu d’Israël, veuille aussi tenir l’autre promesse que tu lui as faite lorsque tu lui as dit : « Il y aura toujours l’un de tes descendants qui siégera sous mon regard sur le trône d’Israël, à condition qu’ils veillent sur leur conduite pour vivre selon ma volonté comme tu as toi-même vécu8.25 Voir 1 R 2.4.. » 26Oui, maintenant, Dieu d’Israël, daigne réaliser cette promesse que tu as faite à ton serviteur, mon père David.

27Mais est-ce qu’en vérité Dieu habiterait sur la terre, alors que le ciel dans toute son immensité ne saurait le contenir ? Combien moins ce temple que je viens de te construire ! 28Toutefois, Eternel, mon Dieu, veuille être attentif à la prière et à la supplication de ton serviteur et écouter l’appel que je t’adresse en ce jour. 29Que tes yeux veillent nuit et jour sur ce temple, ce lieu dont tu as toi-même dit : « Là, je serai présent8.29 Voir Dt 12.11.. » Et exauce la prière que ton serviteur t’adresse en ce lieu. 30Daigne écouter ma supplication et celle de ton peuple Israël lorsqu’il viendra prier ici. Depuis le lieu où tu demeures, depuis le ciel, entends notre prière et veuille pardonner !

31Lorsque quelqu’un sera accusé d’avoir commis une faute envers son prochain et qu’on exigera de lui qu’il prête serment avec des imprécations ici devant ton autel dans ce temple, 32sois attentif depuis le ciel, interviens et juge tes serviteurs pour condamner le coupable, afin qu’il reçoive le châtiment que mérite sa conduite et pour faire reconnaître l’innocence du juste afin qu’il soit traité selon son innocence.

33Quand ton peuple Israël aura été battu par un ennemi, parce que ses membres auront péché contre toi, si ensuite ils reviennent à toi, s’ils t’adressent leurs louanges, te prient et t’expriment leurs supplications dans ce temple, 34écoute-les depuis le ciel, pardonne le péché de ton peuple Israël et ramène-les dans le pays que tu as donné à leurs ancêtres !

35Quand le ciel sera fermé et refusera de donner la pluie, parce que ton peuple aura péché contre toi, si ce peuple prie en ce lieu, s’il te loue et se détourne de ses fautes, après que tu l’as affligé, 36écoute-le depuis le ciel, pardonne le péché de tes serviteurs et de ton peuple Israël, indique-leur la bonne ligne de conduite à suivre, et fais tomber la pluie sur ton pays que tu as donné en possession à ton peuple !

37Quand la famine ou la peste sévira dans le pays, quand les céréales seront atteintes de maladie, quand surviendra une invasion de sauterelles ou de criquets, ou quand l’ennemi assiégera ton peuple dans les villes fortifiées du pays, quand quelque maladie ou quelque malheur s’abattra sur lui, 38-39si, considérant sa peine, chacun tend les mains vers ce temple, veuille exaucer du ciel, le lieu où tu demeures, les prières et les supplications que t’adressera tout homme ou tout ton peuple Israël. Pardonne-leur et traite chacun selon sa conduite, puisque tu connais le cœur de chacun. En effet, toi seul tu connais le cœur de tous les humains. 40De cette manière, ils te craindront tout le temps qu’ils vivront sur l’étendue du territoire que tu as donné à nos ancêtres.

41Et même si un étranger qui ne fait pas partie de ton peuple Israël entend parler de toi et vient d’un pays lointain 42– car les étrangers apprendront que tu es un grand Dieu qui agit en déployant sa puissance – quand un étranger viendra prier dans ce temple, 43veuille l’écouter depuis le ciel, la demeure où tu habites, et lui accorder tout ce qu’il t’aura demandé. De cette manière, tous les peuples du monde te connaîtront, ils te craindront comme le fait ton peuple Israël et ils reconnaîtront que le temple que j’ai construit t’appartient.

44Lorsque ton peuple partira pour combattre son ennemi, sur le chemin où tu l’enverras, s’il prie l’Eternel en se tournant vers la ville que tu as choisie et vers ce temple que j’ai construit en ton honneur, 45daigne écouter, depuis le ciel, leurs prières et leurs supplications et défendre leur cause !

46Il se peut qu’ils commettent un péché contre toi – car quel est l’homme qui ne commet jamais de péché ? Alors tu seras irrité contre eux, tu les livreras au pouvoir de leurs ennemis, qui les emmèneront en captivité dans un pays ennemi, proche ou lointain. 47S’ils se mettent à réfléchir dans le pays où ils auront été déportés, s’ils reviennent en arrière et t’adressent leurs supplications dans le pays de leurs vainqueurs et qu’ils disent : « Nous avons péché, nous avons mal agi, nous sommes coupables », 48s’ils reviennent à toi de tout leur cœur et de tout leur être, dans le pays des ennemis qui les auront déportés, et s’ils te prient en se tournant vers le pays que tu as donné à leurs ancêtres, vers la ville que tu as choisie et vers le temple que j’ai construit en ton honneur, 49alors, depuis le ciel, la demeure où tu habites, veuille écouter leur prière et leur supplication et défendre leur cause !

50Pardonne à ton peuple les péchés qu’il aura commis contre toi et toutes ses fautes contre toi ! Inspire à leurs vainqueurs qui les retiennent captifs de la compassion pour eux, et qu’ils aient compassion d’eux. 51En effet, Israël n’est-il pas ton peuple, celui qui t’appartient, depuis que tu l’as fait sortir d’Egypte, de cette fournaise à fondre le fer ?

52Veuille considérer favorablement la supplication de ton serviteur et celle de ton peuple Israël pour les exaucer chaque fois qu’ils te prieront. 53Car c’est toi, ô Seigneur Eternel, qui as choisi ce peuple pour toi parmi tous les autres peuples de la terre pour en faire le peuple qui t’appartient, comme tu l’as déclaré par l’intermédiaire de ton serviteur Moïse quand tu as fait sortir nos ancêtres d’Egypte.

Bénédiction de l’assemblée

54Or, lorsque Salomon eut terminé toute cette prière de supplication à l’Eternel, il se releva de devant l’autel de l’Eternel, où il était resté agenouillé, les mains levées vers le ciel. 55Il se releva et, d’une voix forte, il bénit toute l’assemblée d’Israël, en disant : 56Béni soit l’Eternel qui a accordé la paix à son peuple Israël, conformément à ses promesses. En effet, aucune promesse de bienfait qu’il nous a faite par l’intermédiaire de son serviteur Moïse n’a manqué de se réaliser8.56 Voir Dt 12.10 ; Jos 21.44-45.. 57Que l’Eternel, notre Dieu, soit avec nous, comme il a été avec nos ancêtres ! Qu’il ne nous abandonne jamais, qu’il ne nous délaisse pas, 58mais qu’il incline notre cœur vers lui, pour que nous marchions dans les voies qu’il a prescrites pour nous, en obéissant à ses commandements, ses ordonnances et ses lois qu’il a donnés à nos ancêtres. 59Puisse l’Eternel notre Dieu prendre en considération jour et nuit toutes les prières de supplication que je viens de lui présenter et défendre jour après jour la cause de son serviteur et de son peuple Israël. 60Ainsi tous les peuples de la terre reconnaîtront que c’est l’Eternel qui est Dieu et qu’il n’y en a pas d’autre. 61Quant à vous, que votre cœur soit attaché sans réserve à l’Eternel notre Dieu, pour que vous viviez d’une manière conforme à ses lois et que vous obéissiez à ses commandements, comme c’est le cas aujourd’hui.

La première fête célébrée au Temple

(2 Ch 7.4-10)

62Le roi et tout Israël offrirent des sacrifices devant l’Eternel. 63Salomon offrit à l’Eternel un sacrifice de communion pour lequel il immola 22 000 bœufs et 120 000 moutons. C’est de cette manière que le roi et tous les Israélites inaugurèrent le temple de l’Eternel. 64Ce même jour, le roi consacra l’intérieur de la cour qui s’étend devant le temple de l’Eternel pour y offrir les holocaustes, les offrandes et les graisses des sacrifices de communion, car l’autel de bronze qui se trouvait devant l’Eternel était trop petit pour recevoir tous les holocaustes, les offrandes et les graisses des sacrifices de communion.

65Salomon et tout Israël célébrèrent la fête. Une grande assemblée de gens venus depuis la région de Lebo-Hamath jusqu’au torrent d’Egypte8.65 C’est-à-dire du nord (Lebo-Hamath) au sud (le torrent d’Egypte) du royaume. se tint devant l’Eternel, notre Dieu, pendant sept jours puis encore sept autres jours, soit quatorze jours en tout8.65 Les mots puis encore sept autres jours… en tout manquent dans l’ancienne version grecque.. 66Après cela, le huitième jour de la seconde semaine, Salomon renvoya le peuple. Les gens vinrent le bénir, puis chacun rentra chez soi. Tous étaient joyeux et avaient le cœur content à cause de tous les bienfaits que l’Eternel avait accordés à son serviteur David et à Israël.