The Message

2 Samuel 18

11-2 David organized his forces. He appointed captains of thousands and captains of hundreds. Then David deployed his troops, a third under Joab, a third under Abishai son of Zeruiah, Joab’s brother, and a third under Ittai the Gittite.

The king then announced, “I’m marching with you.”

They said, “No, you mustn’t march with us. If we’re forced to retreat, the enemy won’t give it a second thought. And if half of us die, they won’t do so either. But you are worth ten thousand of us. It will be better for us if you stay in the city and help from there.”

“If you say so,” said the king. “I’ll do what you think is best.” And so he stood beside the city gate as the whole army marched out by hundreds and by thousands.

Then the king ordered Joab and Abishai and Ittai, “Deal gently for my sake with the young man Absalom.” The whole army heard what the king commanded the three captains regarding Absalom.

6-8 The army took the field to meet Israel. It turned out that the battle was joined in the Forest of Ephraim. The army of Israel was beaten badly there that day by David’s men, a terrific slaughter—twenty thousand men! There was fighting helter-skelter all over the place—the forest claimed more lives that day than the sword!

9-10 Absalom ran into David’s men, but was out in front of them riding his mule, when the mule ran under the branches of a huge oak tree. Absalom’s head was caught in the oak and he was left dangling between heaven and earth, the mule running right out from under him. A solitary soldier saw him and reported it to Joab, “I just saw Absalom hanging from an oak tree!”

11 Joab said to the man who told him, “If you saw him, why didn’t you kill him then and there? I’d have rewarded you with ten pieces of silver and a fancy belt.”

12-13 The man told Joab, “Even if I’d had a chance at a thousand pieces of silver, I wouldn’t have laid a hand on the king’s son. We all heard the king command you and Abishai and Ittai, ‘For my sake, protect the young man Absalom.’ Why, I’d be risking my life, for nothing is hidden from the king. And you would have just stood there!”

14-15 Joab said, “I can’t waste my time with you.” He then grabbed three knives and stabbed Absalom in the heart while he was still alive in the tree; by then Absalom was surrounded by ten of Joab’s armor bearers; they hacked away at him and killed him.

16-17 Joab then blew the ram’s horn trumpet, calling off the army in its pursuit of Israel. They took Absalom, dumped him into a huge pit in the forest, and piled an immense mound of rocks over him.

Meanwhile the whole army of Israel was in flight, each man making his own way home.

18 While alive, Absalom had erected for himself a pillar in the Valley of the King, “because,” he said, “I have no son to carry on my name.” He inscribed the pillar with his own name. To this day it is called “The Absalom Memorial.”

19-20 Ahimaaz, Zadok’s son, said, “Let me run to the king and bring him the good news that God has delivered him from his enemies.” But Joab said, “You’re not the one to deliver the good news today; some other day, maybe, but it’s not ‘good news’ today.” (This was because the king’s son was dead.)

21 Then Joab ordered a Cushite, “You go. Tell the king what you’ve seen.”

“Yes sir,” said the Cushite, and ran off.

22 Ahimaaz son of Zadok kept at it, begging Joab, “What does it matter? Let me run, too, following the Cushite.”

Joab said, “Why all this ‘Run, run’? You’ll get no thanks for it, I can tell you.”

23 “I don’t care; let me run.”

“Okay,” said Joab, “run.” So Ahimaaz ran, taking the lower valley road, and passed the Cushite.

24-25 David was sitting between the two gates. The sentry had gone up to the top of the gate on the wall and looked around. He saw a solitary runner. The sentry called down and told the king. The king said, “If he’s alone, it must be good news!”

25-26 As the runner came closer, the sentry saw another runner and called down to the gate, “Another runner all by himself.”

And the king said, “This also must be good news.”

27 Then the sentry said, “I can see the first man now; he runs like Ahimaaz son of Zadok.”

“He’s a good man,” said the king. “He’s bringing good news for sure.”

28 Then Ahimaaz called out and said to the king, “Peace!” Then he bowed deeply before the king, his face to the ground. “Blessed be your God; he has handed over the men who rebelled against my master the king.”

29 The king asked, “But is the young man Absalom all right?”

Ahimaaz said, “I saw a huge ruckus just as Joab was sending me off, but I don’t know what it was about.”

30 The king said, “Step aside and stand over there.” So he stepped aside.

31 Then the Cushite arrived and said, “Good news, my master and king! God has given victory today over all those who rebelled against you!”

32 “But,” said the king, “is the young man Absalom all right?”

And the Cushite replied, “Would that all of the enemies of my master the king and all who maliciously rose against you end up like that young man.”

33 The king was stunned. Heartbroken, he went up to the room over the gate and wept. As he wept he cried out,

O my son Absalom, my dear, dear son Absalom!
Why not me rather than you, my death and not yours,
O Absalom, my dear, dear son!

Thai New Contemporary Bible

2 ซามูเอล 18

1ดาวิดทรงจัดกำลังพลและแต่งตั้งหัวหน้ากองร้อยกองพัน ดาวิดทรงส่งทหารออกไปโดยให้หนึ่งในสามอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของโยอาบ อีกหนึ่งในสามนำโดยอาบีชัยน้องชายของโยอาบบุตรนางเศรุยาห์ และอีกหนึ่งในสามบัญชาการโดยอิททัยชาวกัท ดาวิดตรัสกับเหล่าทหารว่า “เราจะออกรบร่วมกับพวกท่าน”

แต่พวกเขาทูลทัดทานว่า “ขอฝ่าพระบาทอย่าทรงออกรบเลย เพราะหากพวกเราต้องหนี และตายไปถึงครึ่งหนึ่ง พวกเขาก็ไม่แยแส แต่ฝ่าพระบาททรงมีค่าเท่ากับพวกข้าพระบาทหมื่นคน[a] ขอทรงคอยช่วยสนับสนุนจากในเมืองจะดีกว่า”

ดาวิดตรัสว่า “เราจะทำทุกอย่างที่พวกเจ้าเห็นว่าดีที่สุด”

ดาวิดจึงประทับอยู่ที่ข้างประตูเมือง ขณะที่ทหารยกออกไปเป็นกองร้อยบ้างกองพันบ้าง กษัตริย์ตรัสสั่งโยอาบ อาบีชัย และอิททัยว่า “เพื่อเห็นแก่เรา ขอให้ปฏิบัติต่ออับซาโลมอย่างละมุนละม่อมเถิด” กองทหารทั้งหมดก็ได้ยินคำสั่งของกษัตริย์เกี่ยวกับอับซาโลมโดยทั่วหน้า

กองทหารจึงเคลื่อนออกไปกลางทุ่งเพื่อสู้รบกับอิสราเอลและสงครามเริ่มขึ้นที่ป่าเอฟราอิม กองทัพอิสราเอลถูกทหารของดาวิดบดขยี้ มีผู้บาดเจ็บล้มตายมากมายถึงสองหมื่นคน สงครามขยายไปทั่วแถบนั้นและคนที่ตายในป่ามีมากกว่าคนที่ตายในสงคราม

อับซาโลมบังเอิญพบกับทหารของดาวิด และเมื่อขี่ล่อหนีไป ล่อวิ่งผ่านพุ่มไม้หนาของกิ่งต้นโอ๊กใหญ่ ผมของอับซาโลมเกี่ยวติดกับกิ่งไม้ ล่อวิ่งไปปล่อยให้อับซาโลมห้อยอยู่กลางอากาศ

10 ทหารคนหนึ่งของดาวิดเห็นจึงมาแจ้งโยอาบว่า “ข้าพเจ้าเห็นอับซาโลมห้อยอยู่ที่ต้นโอ๊ก”

11 โยอาบถามว่า “เจ้าเห็นเขาอยู่ที่นั่นแล้วทำไมไม่ฆ่าเขา ถ้าทำ ป่านนี้เราคงตกรางวัลเจ้าอย่างงามด้วยเงินหนัก 10 เชเขล[b]กับเข็มขัดนักรบแล้วล่ะ”

12 ทหารคนนั้นตอบว่า “ถึงจะให้เงินข้าพเจ้า 1,000 เชเขล ข้าพเจ้าก็จะไม่แตะต้องพระโอรส เราทุกคนต่างได้ยินเรื่องที่กษัตริย์ตรัสกับท่าน และอาบีชัยกับอิททัยว่า ‘เพื่อเห็นแก่เรา[c] อย่าทำอันตรายอับซาโลมเลย’ 13 และหากข้าพเจ้าได้ทรยศต่อเจ้าเหนือหัว[d] ในที่สุดกษัตริย์ย่อมจะทรงทราบเรื่องนี้ และท่านก็คงจะตีตัวออกห่างจากข้าพเจ้า”

14 โยอาบกล่าวว่า “เราจะไม่รีรออย่างเจ้า” แล้วหยิบหอกสามอันออกมาเสียบทะลุหัวใจอับซาโลมทั้งเป็น ขณะที่อับซาโลมห้อยอยู่ที่ต้นโอ๊กใหญ่ 15 ผู้ถืออาวุธทั้งสิบคนของโยอาบก็รุมล้อมสังหารอับซาโลม

16 แล้วโยอาบก็เป่าแตรเขาสัตว์หยุดพวกเขาไว้ ทหารจึงเลิกตามล่ากองทัพอิสราเอล 17 พวกเขาโยนศพอับซาโลมลงในหลุมลึกในป่า แล้วสุมก้อนหินทับเป็นกองพะเนิน ฝ่ายทหารอิสราเอลต่างหนีกลับบ้าน

18 ขณะอับซาโลมยังมีชีวิต เขาได้ตั้งเสาไว้เป็นอนุสรณ์ที่หุบเขากษัตริย์เพราะเขาคิดว่า “เราไม่มีลูกชายจะสืบนาม” อับซาโลมตั้งชื่อเสานั้นตามชื่อของตน เขาเรียกกันว่า “อนุสรณ์ของอับซาโลม” ตราบจนทุกวันนี้


19 อาหิมาอัสบุตรศาโดกกล่าวว่า “ให้ข้าพเจ้าวิ่งไปกราบทูลกษัตริย์เถิดว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วยพระองค์จากศัตรูแล้ว”

20 โยอาบทัดทานว่า “อย่าเลย เจ้าไม่ใช่คนที่จะนำข่าวในวันนี้ ไว้โอกาสหน้าก็แล้วกัน เพราะพระโอรสสิ้นพระชนม์แล้ว”

21 แล้วโยอาบจึงพูดกับชาวคูชคนหนึ่งว่า “จงไปทูลรายงานสิ่งที่เจ้าเห็นให้กษัตริย์ทรงทราบ” เขาก็คำนับโยอาบแล้ววิ่งออกไป

22 อาหิมาอัสบุตรศาโดกกล่าวกับโยอาบว่า “แต่ให้ข้าพเจ้าวิ่งตามชาวคูชคนนั้นไปเถิด”

โยอาบตอบว่า “อย่าเลยลูกเอ๋ย ทำไมถึงอยากไป? ไม่มีข่าวอะไรที่จะทำให้เจ้าได้รับบำเหน็จ”

23 เขาอ้อนวอนว่า “เอาเถิด ข้าพเจ้าอยากวิ่งไป”

โยอาบจึงพูดว่า “วิ่งไปสิ!” อาหิมาอัสจึงวิ่งลัดผ่านที่ราบ[e]แซงชาวคูชไป

24 ดาวิดประทับอยู่ระหว่างประตูเมืองชั้นนอกและชั้นใน เมื่อคนยามปีนบันไดขึ้นไปยังจุดที่ตนรักษาการณ์บนกำแพง เขามองออกไปเห็นชายคนหนึ่งวิ่งมา 25 เขาจึงร้องทูลให้ดาวิดทรงทราบ

ดาวิดตรัสว่า “ถ้ามีคนเดียวคงจะมาแจ้งข่าวดี” ขณะที่ผู้สื่อสารวิ่งใกล้เข้ามาทุกที

26 คนยามมองเห็นอีกคนวิ่งมาจึงร้องบอกคนเฝ้าประตูว่า “นั่น! มาอีกคนหนึ่งแล้ว”

กษัตริย์ตรัสว่า “คงจะมาแจ้งข่าวดีเหมือนกัน”

27 คนยามทูลว่า “คนแรกน่าจะเป็นอาหิมาอัสบุตรศาโดก”

กษัตริย์ตรัสว่า “เขาเป็นคนดี นำข่าวดีมาบอก”

28 อาหิมาอัสร้องทูลดาวิดว่า “ทุกอย่างเรียบร้อยดี” เขาหมอบกราบลงต่อหน้าดาวิดและทูลว่า “สรรเสริญพระยาห์เวห์พระเจ้าของฝ่าพระบาท พระองค์ได้ประทานบรรดาผู้ที่บังอาจต่อกรกับฝ่าพระบาทแก่ฝ่าพระบาทแล้ว”

29 ดาวิดตรัสถามว่า “ลูกอับซาโลมปลอดภัยดีใช่ไหม?”

อาหิมาอัสทูลว่า “ตอนที่ท่านโยอาบใช้ให้ข้าพระบาทมา เห็นผู้คนโกลาหล แต่ไม่ทราบว่าเรื่องอะไร”

30 ดาวิดตรัสว่า “รออยู่ตรงนี้ก่อน” อาหิมาอัสจึงก้าวหลบเข้าไป

31 จากนั้นคนชาวเมืองคูชก็มาถึงและทูลว่า “ข้าแต่กษัตริย์ ข้าพระบาทนำข่าวดีมากราบทูล! วันนี้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วยฝ่าพระบาทให้รอดจากเงื้อมมือของบรรดาผู้คิดคดทรยศต่อฝ่าพระบาท”

32 ดาวิดตรัสถามว่า “ลูกอับซาโลมปลอดภัยดีใช่ไหม?”

ชายชาวคูชผู้นั้นทูลว่า “ขอให้ศัตรูทั้งปวงและผู้คิดร้ายต่อฝ่าพระบาทเป็นเช่นโอรสองค์นี้เถิด”

33 ดาวิดเสียพระทัยอย่างยิ่ง เสด็จขึ้นสู่ที่ประทับเหนือประตูเมือง ทรงกันแสงไปตลอดทางและทรงคร่ำครวญว่า “โอ อับซาโลมลูกของพ่อ! ลูกของพ่อ ลูกของพ่ออับซาโลมเอ๋ย! พ่อน่าจะตายแทนลูก โอ อับซาโลม ลูกของพ่อ! ลูกของพ่อ!”

Notas al pie

  1. 18:3 สำเนาต้นฉบับภาษาฮีบรูส่วนใหญ่ว่าไม่แยแส เพราะบัดนี้มีคนหมื่นคนที่เหมือนพวกข้าพระบาท
  2. 18:11 1 เชเขล คือเงินหนักประมาณ 11.5 กรัม มีค่าเท่ากับค่าแรงสองเดือน เช่นเดียวกับข้อ 12
  3. 18:12 สำเนาต้นฉบับภาษาฮีบรูส่วนใหญ่อาจแปลได้ว่าไม่ว่าใครก็ตาม
  4. 18:13 หรือหากข้าพเจ้านำชีวิตเข้าไปเสี่ยงเช่นนั้น
  5. 18:23 คือ ที่ราบจอร์แดน