Bibelen på hverdagsdansk

Nehemias 1

Nehemiasʼ bøn for Jerusalem

11-2 Denne beretning er skrevet af Nehemias, søn af Hakalja.

Jeg arbejdede som mundskænk for kong Artaxerxes af Persien i det kongelige palads i Susa. I kislev[a] måned i hans 20. regeringsår fik jeg besøg af en af mine slægtninge ved navn Hanani og nogle andre mænd, der lige var kommet fra Juda. Jeg spurgte dem, hvordan det gik med alle de judæere, der var vendt tilbage fra eksilet, og hvordan det stod til i Jerusalem.

„Det går rigtig dårligt,” svarede de. „Folk lever i stor nød og elendighed. Jerusalems mur ligger stadig i ruiner, og de nedbrændte porte er ikke blevet istandsat.”

Da jeg hørte det, satte jeg mig ned og græd og sørgede i flere dage, mens jeg fastede og bad til Himlens Gud.

„Herre, du store og almægtige Gud!” bad jeg. „Vi ved, at du er en Gud, der holder dine pagtsløfter og er trofast over for dem, der elsker dig og adlyder dine befalinger. 6-7 Hør nu din tjeners bøn, lyt til, hvad jeg har på hjerte. Se i nåde til mig, mens jeg dag og nat går i forbøn for dit folk Israel! Jeg erkender, at Israels folk har syndet imod dig, ja også jeg og min familie har syndet ved ikke at adlyde de befalinger, love og forskrifter, som du gav os gennem din tjener Moses. Opfyld nu det løfte du i sin tid gav Moses. Du sagde godt nok, at hvis vi var troløse over for dig, ville du sprede os blandt folkene. Men du sagde også, at hvis vi erkendte vores synder og lovede at adlyde dine befalinger, ville du føre os tilbage til Jerusalem—det sted, du har udvalgt til din bolig—om du så skulle hente os fra verdens fjerneste afkroge.

10 Herre, vi er dine tjenere—det folk, du befriede ved din vældige magt. 11 Hør nu min bøn! Lyt til dem, som ønsker at ære dig! Vær med mig, når jeg træder frem for kongen for at bede ham gøre mig en tjeneste. Gør ham venligt stemt over for min anmodning.”

Notas al pie

  1. 1,1-2 Årets niende måned, svarende til november-december.

Thai New Contemporary Bible

เนหะมีย์ 1

คำอธิษฐานของเนหะมีย์

1ถ้อยคำของเนหะมีย์บุตรฮาคาลิยาห์ความว่า

เมื่อข้าพเจ้าอยู่ที่ป้อมเมืองสุสา ในเดือนคิสเลฟ ปีที่ยี่สิบแห่งรัชกาลกษัตริย์อารทาเซอร์ซีส ฮานานีพี่น้องคนหนึ่งจากยูดาห์มาเยี่ยมข้าพเจ้าพร้อมกับคนอื่นๆ ข้าพเจ้าจึงซักถามพวกเขาเกี่ยวกับเยรูซาเล็มและชาวยิวที่เหลือซึ่งรอดพ้นจากการเป็นเชลย

พวกเขาตอบข้าพเจ้าว่า “คนที่เหลือซึ่งรอดพ้นจากการเป็นเชลยและกลับไปยังแว่นแคว้นเดิมนั้นมีความทุกข์และความอัปยศอย่างยิ่ง กำแพงเยรูซาเล็มก็ปรักหักพัง ประตูเมืองก็ถูกเผาไปแล้ว”

เมื่อข้าพเจ้าได้ยินเช่นนี้ก็นั่งลงร้องไห้ ข้าพเจ้าโศกเศร้า ถืออดอาหาร และอธิษฐานต่อหน้าพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์อยู่หลายวัน แล้วข้าพเจ้าอธิษฐานว่า

“ข้าแต่พระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม ผู้ทรงรักษาพันธสัญญาแห่งความรักต่อบรรดาผู้ที่รักและเชื่อฟังพระบัญชาของพระองค์ ขอทรงสดับฟังและทอดพระเนตรผู้รับใช้ของพระองค์ซึ่งกำลังทูลอธิษฐานต่อหน้าพระองค์ทั้งวันทั้งคืนเพื่อประชากรอิสราเอลผู้รับใช้ของพระองค์ ข้าพระองค์ขอสารภาพบาปที่เราชาวอิสราเอล รวมทั้งข้าพระองค์และตระกูลของข้าพระองค์ได้ละเมิดต่อพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ประพฤติตัวเลวทรามต่อพระองค์ ไม่เชื่อฟังพระบัญชา กฎหมาย และบทบัญญัติซึ่งพระองค์ประทานแก่โมเสสผู้รับใช้ของพระองค์

“โปรดทรงระลึกถึงถ้อยคำของพระองค์ที่ทรงให้โมเสสผู้รับใช้ของพระองค์ไว้ว่า ‘หากพวกเจ้าไม่ซื่อสัตย์ เราจะทำให้เจ้ากระจัดกระจายไปตามชนชาติต่างๆ แต่หากเจ้าหันกลับมาหาเราและเชื่อฟังคำสั่งของเรา ถึงแม้เจ้าจะตกเป็นเชลยในแดนไกลสุดขอบฟ้า เราก็จะรวบรวมเจ้าทั้งหลายกลับสู่สถานที่นี้ ซึ่งเราได้เลือกเป็นที่สถาปนานามของเรา’

10 “ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นผู้รับใช้และเป็นประชากรของพระองค์ซึ่งพระองค์ได้ทรงไถ่ไว้โดยเดชานุภาพอันยิ่งใหญ่และพระหัตถ์อันเกรียงไกร 11 ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าโปรดสดับฟังคำอธิษฐานของผู้รับใช้คนนี้และของบรรดาผู้รับใช้ซึ่งยำเกรงพระนามของพระองค์ด้วยความปีติยินดี โปรดประทานความสำเร็จแก่ผู้รับใช้ของพระองค์ในวันนี้ โดยให้ข้าพระองค์เป็นที่โปรดปรานของชายผู้นี้”

ข้าพเจ้าเป็นผู้เชิญจอกเสวยของกษัตริย์